ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) แถลงผลการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่ก่อเหตุหลอกลวงประชาชนให้โอนเงิน สร้างความเสียหายรวมกว่า 100 ล้านบาท โดยมีผู้เสียหายมากกว่า 500 รายทั่วประเทศ
เปิดปฏิบัติการล่าแก๊งตุ๋น
เจ้าหน้าที่ได้สืบสวนจนทราบว่าแก๊งนี้มีเครือข่ายซับซ้อน ใช้ฐานปฏิบัติการในประเทศเพื่อนบ้าน มีการตั้งศูนย์รับสายหลอกลวงเหยื่อ โดยอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและบริษัทเอกชนเพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อโอนเงิน
พฤติการณ์ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์
แก๊งนี้จะโทรศัพท์หาเหยื่อแบบสุ่ม โดยใช้โปรแกรมเปลี่ยนหมายเลขให้ดูเหมือนเป็นหมายเลขของหน่วยงานราชการหรือธนาคาร จากนั้นจะแจ้งว่าเหยื่อมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีผิดกฎหมาย หรือมีเอกสารผิดพลาดที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมเพื่อแก้ไข
- อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์แจ้งว่ามีพัสดุตกค้างเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
- แอบอ้างเป็นพนักงานธนาคารแจ้งว่าบัญชีถูกโจรกรรมต้องย้ายเงินไปบัญชีสำรอง
- ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือดีเอสไอแจ้งว่ามีหมายจับต้องโอนเงินประกันตัว
การสืบสวนและจับกุม
ตำรวจสอบสวนกลางได้รวบรวมพยานหลักฐาน จนสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาได้ 15 ราย เป็นคนไทยและชาวต่างชาติ โดยสามารถจับกุมได้แล้ว 12 ราย พร้อมของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือ ซิมการ์ด และสมุดบัญชีธนาคารจำนวนมาก
ความเสียหายและผู้เสียหาย
จากการตรวจสอบพบว่าแก๊งนี้ดำเนินการมากว่า 2 ปี มีเงินหมุนเวียนในบัญชีม้ากว่า 100 ล้านบาท ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี โดยบางรายสูญเงินหลักล้านบาท
พ.ต.อ.หญิง สิริกัญญา โพธิ์ศรี รองผู้บังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เปิดเผยว่า "แก๊งนี้มีรูปแบบการทำงานเป็นระบบ มีการแบ่งหน้าที่ชัดเจน ตั้งแต่คนโทรออก คนรับโอน และคนถอนเงิน ทำให้ยากต่อการติดตาม"
คำแนะนำสำหรับประชาชน
เจ้าหน้าที่ฝากเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อการโทรศัพท์จากบุคคลอ้างเป็นหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะที่ให้โอนเงินหรือให้ข้อมูลส่วนตัว หากสงสัยให้โทรสอบถามหน่วยงานนั้นโดยตรง หรือแจ้งสายด่วน 191 หรือ 1441
- ไม่กดลิงก์ที่แนบมากับ SMS หรือไลน์จากคนไม่รู้จัก
- ไม่โอนเงินหรือให้ข้อมูลบัตรเครดิตทางโทรศัพท์
- ติดตั้งแอปพลิเคชันป้องกันการโทรหลอกลวง
สำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อสามารถแจ้งความได้ที่สถานีตำรวจท้องที่ หรือแจ้งผ่านระบบออนไลน์ของ บก.ปอท. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอายัดบัญชีและติดตามเงินคืน



